» » เส้นทาง

เส้นทาง

posted in: Daily ride | 0

bikepath

 

(ภาพจากอินเตอร์เน็ต)

ท่อนหนึ่งของเพลง “เส้นทาง” เพลงประกอบโฆษณาสินค้ายี่ห้อหนึ่งเมื่อหลายปีก่อนดังมาเข้าหู

ในการเดินทาง เส้นทางที่ไปย่อมแตกต่าง ในการเดินทาง วิธีจะไปย่อมแตกต่าง

แต่มันเหมือนกันอยู่อย่าง มันเหมือนกันทุกเส้นทาง 

ต้องหาเครื่องมืออีกสักอัน หาเครื่องมือสำคัญติดตัวไว้ เพื่อเดินทาง 

คือความมุ่งมั่นไม่หวั่นไหว

 

ผมได้ยินเพลงนี้หลังจากวันที่ไปปั่นออกทริปเส้นทางบางแสน น้ำตกชันตาเถร ศรีราชา หนองมน เพียงแค่หนึ่งวัน

และเพลงนี้ทำให้ทริปปั่นจักรยานในเส้นทางนี้ของผมดูจะมีคุณค่าควรแก่การจดจำมากยิ่งขึ้น

หนึ่งในคุณค่าที่ควรจดจำคือการที่ผมได้พบกับเพื่อนใหม่ 2 คน คนหนึ่งเป็นเพื่อนของช่างไผ่ อีกคนเป็นเพื่อนใหม่จาก Facebook ที่ไปร่วมทริปเส้นทางนี้โดยไม่ได้รู้จักมักจี่กันมาก่อน

เรื่องที่ควรจดจำอีกอย่างคือการที่ทำให้ผมได้ตระหนักถึง “การเดินทาง” ของชีวิต

 

ชาวคณะนัดกันเวลาแปดโมงที่แหลมแท่นบางแสน ในวันของทิวทัศน์ทะเลนั้นถูกบดบังด้วย stand ที่นั่งเพื่อการเตรียมการแข่งรถประจำปีของที่นั่น ลานกว้างๆที่คุ้นตาก็เลยหายไป เมื่อถึงเวลาแปดโมงตรงเรานับชาวคณะได้ทั้งสิ้น 4 คนถ้วน

ผมปรึกษากับชาวคณะคนอื่นว่า เราน่าจะรออีกสักครึ่งชั่วโมงเผื่อจะมีใครมาเพิ่ม

ก่อนออกจากแหลมแท่น ผมได้คุยกับคุณลุงท่านหนึ่ง ท่านเป็นคนแถวนั้น ผมชวนท่านรวมคณะไปชันตาเถรกับพวกเราด้วย แต่ท่านปฏิเสธ เพราะในวันที่ 30 พย. ที่จะถึงนี้ เทศบาลตำบลแสนสุขก็จะมีงานปั่นจักรยานงานใหญ่ ปั่นจากแหลมแท่นไปอ่างเก็บน้ำบางพระ แล้วก็วนกลับมาเข้าเส้นชัยที่แหลมแท่นนี่เหมือนกัน นอกจากท่านจะไม่ร่วมทริปไปกับพวกนี้เราในวันนี้แล้ว แท่นยังชวนเราให้กลับมาอีกในวันที่ 30 พย. ด้วย เวลานัดตีห้า พวกเรายกมือไหว้ขอบคุณและร่ำลา ล้อหมุนไปตามเส้นทางของเราตอนแปดโมงครึ่ง นับชาวคณะได้ 4 คนถ้วนเท่าเดิม

จักรยานเสือหมอบ 2 คัน ไฮบริดแบบปรับปรุงเป็นแฮนด์หมอบ 1 คัน แล้วก็ไฮบริดแท้และดั่งเดิมอีกหนึ่งคัน ปั่นตามกันไปตามถนนข้าวหลาม ปั่นขึ้นสะพานข้ามถนนสุขุมวิท มุ่งหน้าอ่างเก็บน้ำบางพระ

ทางเส้นนี้ผมรู้จักและคุ้นเคยเป็นอย่างดี เมื่อ 29 ปีก่อน ผมเคยอาศัยอยู่แถวนี้ เมื่อก่อนนั้นไม่มีรถสองแถววิ่งผ่าน ถนนจะเปลี่ยวมากๆ ถ้าจะมาตลาดหนองมนก็จะต้องปั่นจักรยานมา และสิ่งหนึ่งที่ไม่เปลี่ยนแปลงเลยเมื่อผ่านมา 29 ปีก็คือฝุ่น ฝุ่นจากที่มีรถบรรทุกวิ่งผ่านเพื่อบรรทุกหินที่ถลุงออกจากภูเขาแถวนั้น จะมีต่างไปบ้างก็คือการมีสนามกอล์ฟและบ้านจัดสรรขึ้นมาแทนที่ป่าละเมาะรกร้าง ที่สมัยก่อนเรียกได้ว่าเปลี่ยวและน่ากลัวสุดๆ หลายที่เลยที่เมื่อครั้งโน้น บริเวณแถวนี้จะเป็นที่ทิ้งศพที่ถูกฆ่ามาจากที่อื่น จำได้ติดตาเมื่อปั่นจักรยานไปดูที่เกิดเหตุครั้งหนึ่ง

แม้จะเป็นเส้นทางที่รู้จักและคุ้นเคย แต่สิ่งหนึ่งที่ต่างๆ คือเนินต่างๆตลอดเส้นทาง เวลา 29 ปีทำให้ผมลืมเนินพวกนี้ไป มันเป็นเนินที่บรรดานักปั่นเรียกกันว่า “เนินซึม” ดูไม่ออกว่าเป็นเนิน แต่พอปั่นจักรยานผ่านไป มีอันต้องเปลี่ยนเกียร์ให้ต่ำลงทุกที

ช่างไผ่แนะนำว่า การปั่นจักรยานผ่านเนินซึมแบบนี้ ให้ลอง “ถีบ” ดูครับ คือถีบบันไดหรือ padle ไปข้างหน้า ผมลองทำดูตามคำแนะนำของช่างไผ่แต่ยังไม่เห็นความแตกต่างเท่าไร คงเป็นเพราะว่าขามันเริ่มจะหมดแรงแล้วกระมัง

น้ำตกชันตาเถร ต้องปั่นข้ามถนนสายกรุงเทพพัทยาไปครับ พอข้ามสะพานไป ก็จะมีเนินเตี้ยๆ จนถึงวัดเขาไม้แดง จึงเลี้ยวซ้ายไปอีก 1 กม. ชาวคณะคนอื่นปั่นหายลับไปกับหมู่ไม้ ผมปั่นตามไปไม่ทัน ด้วยว่าไม่เคยมาเลยซักน้ำตกชันตาเถรนี่ และไม่เห็นใครเลย ก็คิดว่าตัวเองอาจจะหลงเข้าให้แล้ว

เส้นทางชีวิตก็เป็นอย่างนี้ เรารู้ว่าปลายทางของเราคือที่ไหน แต่เราไม่รู้หรอกว่ามันอยู่ตรงไหน และไม่รู้หรอก ว่าเส้นทางที่เรากำลังไปอยู่นี่ มันใช่เส้นทางที่จะไปยังจุดหมายปลายทางหรือเปล่า แต่ด้วยผมมีเครื่องมือสำคัญติดตัวไว้เสมอ “คือความมุ่งมั่นไม่หวั่นไหว” 

ผมก็ปั่นต่อไปเรื่อยๆ

จนถึงเห็นเนิน “ชัน” สุดๆ ก็พอรู้ได้ด้วยสัญชาตญานว่า พ้นเนินชันนี่ล่ะคือจุดหมายของเรา “น้ำตกชันตาเถร”

ผมจอดจักรยาน กินน้ำ หายใจลึกๆสามสี่รอบ แล้วก็ปั่นขึ้นเนินไป ลดเกียร์ลงเรื่อยๆ จนหมดเกียร์ที่จะลด แต่ก็ยังไปไม่ถึงครึ่งของเนินเลยด้วยซ้ำ

หากเส้นทางชีวิตเป็นแบบนี้ เครื่องมือที่เคยมี กำลังที่เคยมีนั้นหมดแล้ว เราจะทำยังไงได้

ไม่หรอกครับ ยังไม่หมด เกียร์มันหมด แต่วิธีที่จะไปให้ถึงจุดหมายนั้นยังไม่หมด ผมยังมีก๊อกสำรอง

“ลงจูง”

ชาวคณะคนอื่นนั่งพักอยู่ตรงนั้นแล้ว

1779239_818889861501751_6270203984181041619_n

 

ที่ม้าหินตรงทางขึ้นน้ำตกชันตาเถร หลังจากผ่านการเดินทางมาเกือบ 30 กม. จากแหลมแท่นบางแสน สายลมเย็นๆ ชวนให้นึกถึงเปลหรือไม่ก็เสื่อ แล้วก็ทิ้งตัวลงงีบซักครึ่งชั่วโมงเอาแรง แต่เนื่องจากไม่มีใครเตรียมของที่ว่าไป สี่หนุ่มต่างวัยจึงทำได้เพียงแค่นั่งคุยกัน

พี่ต่อเพื่อนใหม่จาก facebook พูดถึงการปั่น Audax เขาบอกว่า เขากำลังจะเข้าร่วมอีกครั้งด้วยระยะ 300 กิโลเมตร เจ้ากั๋งเพื่อนของช่างไผ่เองก็เป็นอีกคนที่สนใจจะเข้าร่วมด้วยเหมือนกัน ผมนั่งฟังอย่างสนใจ ถึงเป้าหมายของคนทั้งสอง แต่สำหรับผมแล้ว เป้าหมายของผมในปีแรกของการปั่นจักรยานนี้ คือ “สะสมไมล์” ให้ได้ 10,000 กม. ส่วนเจ้าไผ่นั้น มันมีความฝันของมันว่า มันอยากจะปั่นจักรยานจากเชียงใหม่ ผ่านปายไปแม่ฮ่องสอน แล้ววนกลับมาเชียงใหม่ ซักวันหนึ่งมันจะไปพิชิตเส้นทางนี้ให้ได้

 

ชีวิตคนก็เป็นเช่นนี้ครับ จุดหมายความฝันของแต่ละคนก็ไม่เหมือนกัน บางคนฝันอยากมีบ้าน บางคนฝันอยากมีรถ บางคนฝันอยากมีเงินล้าน ส่วนบางคนก็ฝันเพียงแค่การอยู่อย่างเงียบๆ วิเวกปลูกผัก ไม่มีความฝันของใครยิ่งใหญ่กว่าของใคร และวิธีที่จะไปถึงจุดหมายหรือความฝันของแต่ละคนนั้นก็ต่างกัน เส้นทางที่ไปก็ต่างกัน ไม่มีใครยิ่งใหญ่กว่าใคร

จะ Audax 300 หรือ 100 กิโล หรือสะสมไมล์ 10,000 กิโล หรือปั่นไปแม่ฮ่องสอน ความฝันของใครก็ไม่ได้ยิ่งใหญ่กว่าใคร

 

เราปั่นกลับลงมาเส้นทางเดิม แล้วมาเลี้ยวขวาตรงแยกที่จะไปบางพระ ซึ่งตั้งใจไว้ตอนแรกว่าจะออกถนนสุขุมวิทที่ตลาดบางพระ แต่ช่างไผ่พาพวกเราเปลี่ยนเส้นทางผ่านไปทางสันอ่างเก็บน้ำบางพระ 

ช่างไผ่ขึ้นนำไปก่อนคนแรก ตามด้วยเจ้ากั๋ง และพี่ต่อ ผมรั้งท้ายตามเดิม แต่แม้ผมจะรั้งท้าย แต่ก็ใช่ว่าจะขึ้นไปถึงเป็นคนสุดท้าย คนที่ขึ้นถึงเป็นคนสุดท้ายคือพี่ต่อ

“ขอเทคสอง”

พี่ต่อบอก แล้วก็ปั่นสวนผมกลับลงไปใหม่ แล้วปั่นขึ้นมาใหม่

เส้นทางชีวิตก็เป็นอย่างนี้ หากครั้งนี้ยังไม่สำเร็จ ยังไปไม่ถึงเป้าหมาย “เทคสอง” “เทคสาม” จนถึงเป้าหมาย จะเป็นไรไป ขอให้เรายังมี “ความมุ่งมั่นไม่หวั่นไหว” ยังไงก็จะต้องถึง

ช่างไผ่แนะนำพวกเราว่า การขึ้นเนินสูงๆแบบนี้ จะต้อง “กด” คือยืนปั่น ทิ้งน้ำหนักตัวไปที่ล้อหน้าแล้วกดบันไดลงไป แต่ถ้าเราไม่กดทิ้งน้ำหนักตัวลงไป ก็อาจจะกลายเป็น “ดึง” อาจจะทำให้ล้อหน้าลอย ไม่เกาะพื้น แล้วเสียการทรงตัวได้ โอเคน้องรัก คราวหน้าพี่จะลองดู

10731051_818940884829982_1123896889270682663_n

 

 

เส้นทางนี้ผมเคยผ่านมาแล้วตอนเด็กๆ ตอนที่เดินทางไกลสมัยอยู่ ป. 4 แล้วก็อีกครั้งตอนมัธยม ตอนไปเข้าค่ายลูกเสือแห่งชาติที่ค่ายลูกเสือวชิราวุธ เราปั่นจักรยานเข้าไปในเขตอ่างเก็บน้ำ แล้วก็เลี้ยวมาออกถนนสุขุมวิทช่วงที่เลยตลาดบางพระมาแล้ว แล้วก็ปั่นต่อไปถึงเกาะลอย แอ๊คท่าถ่ายรูปกันเป็นจุด Checkpoint พิเศษ เพราะไม่อยู่ในโปรแกรมตั้งแต่แรก

เราออกจากเกาะลอย ปั่นย้อนผ่านตลาดบางพระมาสักหน่อย เที่ยงพอดี ก็เลยแวะกินก๋วยเตี๋ยวเป็ด “ก๋งเษม” ริมถนนสุขุมวิทไปคนละชาม พออิ่มหนำมีแรงก็ปั่นใช้ถนนสุขุมวิทมาถึงตลาดหนองมน ผมแวะซื้อของฝากเป็นขนมจาก แล้วก็เสี้ยวซ้ายผ่านหน้า ม. บูรพามาถึงหาดบางแสน

ชาวคณะไม่ได้หยุดรถลงสัมผัสหาดบางแสนในมิติใหม่แบบที่เขาแชร์ๆกัน แต่มองด้วยตาจากถนนแล้ว ก็ไม่ได้เห็นความเปลี่ยนแปลงอะไร สิ่งที่ผมเห็นก็คือเต๊นกับเก้าอี้ผ้าใบเหมือนเดิม รถจอดแน่นเหมือนเดิม ก็เลยปั่นผ่านมาถึงแหลมแท่น

สองหนุ่มน้อยเจ้ากั๋งกับเจ้าไผ่ ยังไม่จบทริปนี้ลงที่แหลมแท่น เพราะยังมีนัดกับลิงบนเขาสามมุก เราจึงร่ำลากันตรงนั้น ผมกับพี่ต่อจบทริปนี้ที่แหลมแท่นในเวลาประมาณบ่ายสองโมง

 

เส้นทางชีวิตก็เป็นเช่นนี้ เมื่อถึงจุดหมาย ก็ใช่จะสิ้นสุดการเดินทาง หลายคนที่ร่วมเดินทางมาด้วยกันอาจจะจากไป หรือเปลี่ยนเส้นทางไปตามความฝันและจุดหมายของเขา ตัวเราเองก็เช่นกัน สิ้นสุดการเดินทางนี้ เพื่อเริ่มการเดินทางครั้งใหม่ และจะไปถึงจุดหมายปลายทางได้ถ้าเรามีเครื่องมือที่ดีติดตัวไว้ “คือความมุ่งมั่นไม่หวั่นไหว” นั่นเอง

แล้วผมจะชวนไปเส้นทางอื่นอีกนะครับชาวคณะ

 

ปล. เพลงเส้นทาง

คำร้อง ประภาส ชลศรานนท์

ทำนอง จักรพัฒน์ เอี่ยมหนุน

ขับร้อง วัชระ ปานเอี่ยม

ประกอบโฆษณาบีควิก มีในอัลบั้ม เปลี่ยนฉาก 2 หาซื้อได้ที่ B2S ครับ

ถ้าชอบใจ Share เล๊ย
  • 437
  •  
  •  
  •  
  •  
  • 437
  •  
  •  
  •  
  •  

Comments

comments